
อำเภอเชียงแสน เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 59 กม. โดยแยกจากทางหลวง หมายเลข 110 ที่อำเภอแม่จันไปตามทางหลวงหมายเลข 1016 ประมาณ 31 กม. เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อ เวียงหิรัญนครเงินยาง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่ง ปรากฏอยู่ในทั้งในและนอกตัวเมือง นักท่องเที่ยวสามารถแวะสอบถามข้อมูล และชมแบบจำลองเมืองเชียงแสนได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งตั้งอยู่เยื้องพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสน

ประวัติเมืองเชียงแสน
ประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงแสน มีบันทึกไว้ในตำนานพงศาวดารหลายฉบับหลายสำนวนแต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเค้าโครงเดียวกัน การเริ่มเรื่องตำนานจะกล่าวตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาลว่า พระเจ้าสิงหลวัติกุมาร อพยกจากเมืองไทยเทศล่องมาตามลำน้ำโขง และตั้งบ้านแปลงเมือง โดยมีพญานาคช่วยขุดคูปราการเมือง ปรากฏชื่อเมืองว่า นาคพันธุ์สิงหนวัตินคร
ต่อมาตามตำนานได้กล่าวถึงการรวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่นของ พระเจ้าสิงหนวัติ โดยรวมเอาชาวนิวัติขุ และการปราบปรามพวกกล๋อม หรือขอม ให้อยู่ใต้อำนาจ หลังจากนั้นเมืองโยนกนาคพันธุ์ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาหลายพระองค์ แต่ละพระองค์ต่างก็เน้นในการทำนุบำรุงศาสนาเป็นกลัก
ต่อมาในรัฐสมัยของ พระเจ้าอังคราช อำนาจของขอม เมืองอุโมงคเสลา มีมากขึ้น สามารถรบชนะ พระเจ้ามังคราช และขับไล่ให้ไปอยู่ที่เมืองสีทอง โอรสพระเจ้ามังคราชคือ พระเจ้าพรหม สามารถปราบปรามพวกขอมลงได้สำเร็จ จึงอัยเชิญ พระเจ้าอังคราช กลับเข้าไปครองราชสมบัติที่เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินครตามเดิม อาณาเขตของเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินครสมัยพระเจ้าพรม ได้ขยายกว้างขึ้นไปอีกโดยไปสร้างเวียงไชยปราการและครองราชย์อยู่ที่นั้น ในรัชกาลของ พระเจ้าชัยศิริ เวียงไชยปราการก็ถูกรุกรามโดย กษัตริย์จากเมืองสะเทิม พระเจ้าชัยศิริเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงเสด็จไปที่เวียงกำแพงเพชร
สำหรับทางเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติก็มีกษัตริย์ปกครองมาจนถึงรัชกาลของ พระเช้ามาชัยชนะ ก็เกิดเหตุการณ์อาเพศจนเมืองล่มกลายเป็นหนองน้ำ เมืองเชียงแสนตั้งแต่สมัยพระนารายเป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเริ่มประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสนอย่างแท้จริง เพราะกษัตริย์ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เมืองเชียงแสน ปัจจุบันสร้างขึ้นด้วย พระเจ้าแสนภู บริเวณเมืองเก่าแม่น้ำโขงราว พ.ศ. 1871 แต่มีบางท่านที่มีความเข้าใจว่าเมืองเชียงแสนอาจมีอายุแก่กว่านี้ได้
อาณาเขตของเมืองเชียงแสน เมื่อแรกตั้งทิศเหนือติดต่อกับเมืองเชียงตุง ที่เมืองก่ายตัดไปหาบ้านท่าสามท้าว, ทิศตะวันออกเชียงเหนือ ติดแดนเมืองเชียงตุง ที่ดอยหลวงเมืองภูคา, ทิศตะวันออกติดแดนหลวงพระบาง ที่ดอยเชียงคี ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับเขตแดนเมืองเชียงของ, ทิศใต้ติดกับเมืองเชียงราย บริเวณแม่น้ำยม, ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดแดนเมืองฝาง ที่ดอยกิ่วคอหมา, ทิศตะวันตกติดกับเมืองลาด บริเวณดอยผาตาแหลว และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับดอยเชียงตุงบริเวณดอยผาช้าง หลังจากสร้างเมืองแล้วพระเจ้าแสนภูประทับอยู่ที่เมืองเชียงแสนจนสสวรรคต พ.ศ. 1877
เมืองเชียงแสน ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญในขณะนั้น เพราะกษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าคำฟู ทรงย้ายจากเชียงใหม่มาประทับที่เชียงแสนโดยตลอดรัชกาล แต่หลังจากสมัยพระเจ้าคำฟูแล้วเมืองเชียงแสนคงลดฐานะลงกลายเป็นเมืองลูกหลวงเท่านั้น เพราะ พระเจ้าผายู โปรดให้ พระเจ้ากือนา ราชโอรสมาปกครองเมืองเชียงแสนแทน จากนั้นตั้งแต่รัชกาลกือนาเป็นต้นมา เมืองเชียงแสนถูกลดบทบาทลงไปอีก เพราะมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มา ได้โปรดแต่งตั้งเพียงพระราชวงศ์หรือขุนนางที่มีความดีความชอบ ขึ้นมาปกครองเป็นเจ้าเมืองแทน ทำให้เมืองเชียงแสนคงอยู่ในฐานะหัวเมืองหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะลดบทบาทเป็นเพียงหัวเมือง แต่ผู้ปกครองเมืองเชียงแสนทุกคนต่างก็ทำนุบำรุงบ้านเมือง และมีการสร้างวัดวาอารามอยู่เสมอ จนกระทั้ง พ.ศ. 2100 เมืองเชียงแสนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พร้อมกับเมืองเชียงใหม่และอีกหลายๆ เมืองในล้านนา
ต่อมาราวปีพ.ศ. 2153 ในรัชกาลของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มังนธาช่อ เจ้าเมืองเชียงใหม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรโปรดจัดการปกครองเชียงใหม่และให้ ออกรามเดโช ไปครองเชียงแสน เมืองเชียงแสนอยู่ภายใต้ขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นาน ก็ต้องยอมต่อพม่าอีกคั้งหนึ่ง จากนั้นพม่าก็แต่งตั้งขุนนางมาโดยตลอด บางครั้งก็มีกระแสพยายามจะปลดแยกอำนาจของพม่าของชาวพื้นเมือง เช่น กรณีของเทพสิงค์ และน้อยวิสุทิ์ แห่งลำพูน ซึ่งสามารถตีเมืองเชียงแสนคืนได้ ในราวปี พ.ศ.2300 แต่ไม่นานพม่าก็กลับมาปกครองได้อีก
จนกระทั้ง พ.ศ.2347 พระบาทสมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้เจ้าฟ้าหลวง เทพหริรักษ์ และ เจ้าพยายมราช ยกทัพขึ้นไปสมทบกับทัพจากเวียงจันทน์ น่าน ลำปาง และเชียงใหม่ รวมกำลังขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนเป็นผลสำเร็จ และกวดต้อนผู้คนลงไปไว้ตามเมืองทั้งห้า การศึกครั้งนี้ทำให้เมืองเชียงแสนถูกเผาทำลายจนหมดความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไปมาก ในรัชกาช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ.2413 มีชาวพม่า ลื้อ เขิน จากเมืองเชียงตุง และชาวไทยใหญ่จากเมืองหมอกใหม่ ได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน เจ้าอุปราชวงค์เมืองเชียงใหม่จึงมีหนังสือแจ้งไปยังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้อุปราชเมืองเชียงใหม่ และโปรดฯ เกล้าให้ เจ้าอินต๊ะ นำราษฏรจากเมืองลำพูน ลำปาง และเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงใหม่แทน แล้วยก เจ้าอินต๊ะ ให้เป็น พระยาราชเดชดำรง เจ้าเมืองเชียงแสน ปี พ.ศ.2438
เมืองเชียงแสนหลวง ในปี พ.ศ.2472 ต่อมาถูกยุบบทบาทกลับเป็นอำเภอเชียงแสน ภายใต้การปกครองของจังหวัดเชียงรายอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2500 จนถึงปัจจุบันศิลปะวัตถุเมืองเชียงแสนที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พระพุทธรูปที่ทำจากเนื้อสำริด มีทั้ง พระเชียงแสนสิงห์หนึ่ง เป็นพระที่มีอายุเลิศล้ำทางศิลปะ และพระสกุลเชียงแสนสิงห์ต่างๆ ทั้งพระศิลปะลังกา สุโขทัย ตลอดถึงสมัยอยุธยาก็มี พระเครื่องส่วนใหญ่จะมีเนื้อตะกั่วสนิมแดง และเนื้อตะกั่วแซมไข ส่วนประเภทพระเนื้อดินนั้นมีน้อย

แหล่งท่องเที่ยว
* พื้นที่ราบริมฝั่งตะวันตกแม่น้ำโขง
- เจดีย์วัดป่าสัก
- แนวกำแพงเมือง
- พระธาตุเจดีย์หลวง
- วัดมุงเมือง
- วัดพระบวช
- วัดพระเจ้าล้านทอง
* วัดบนเนินเขา และวิวเมืองเชียงแสนเขตปันแดนธรรมชาติแม่น้ำโขง
- วัดพระธาตุผาเงา
- วัดพระธาตุจอมกิตติ

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย หรือ ทะเลสาบเชียงแสน (Nong bong khai non-hunting area)
ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ตำบลโยนก หมู่ 3 ตำบลป่าสัก อำเภอเชียงแสน และตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์หนองบงคาย มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหนองน้ำ มีส่วนของพื้นที่ดินมีลักษณะเป็นป่าแนวแคบๆ อยู่รอบหนองและบนเกาะกลางน้ำเท่านั้น พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่จึงเป็นสังคมพืชน้ำซึ่งค้นพบ จำนวนทั้งสิ้น 185 ชนิด เช่น ผักบุ้ง , บอน , หญ้าไซ , บัวหลวง และ กก เป็นต้น เป็นพืชต่างถิ่น 15 ชนิด เช่น กระถินยักษ์ , หญ้าชน
พื้นที่แห่งนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติทั้งด้านแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย สำหรับสัตว์ป่าจำพวกนกน้ำ ซึ่งพบทั้งสิ้น 156 ชนิด เป็นนกประจำถิ่น จำนวน 66 ชนิด , นกอพยพ จำนวน 64 ชนิด , นกประจำถิ่นและนกอพยพ จำนวน 16 ชนิด และนกไม่ทราบสถานภาพ จำนวน 10 ชนิด นกอพยพบางชนิดเป็นนกที่หายาก เช่น เป็ดเปียหน้าเขียว , เป็ดแมนดาริน , เป็ดผีใหญ่ เป็นต้น ส่วนนกประถิ่นได้แก่ นกเป็ดแดง , นกอีโก้ง , นกอีล้ำ เป็นต้น และบริเวณพื้นที่ ยังมีศาลานั่งพักผ่อน และบ้านพักสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมชมและต้องการพักผ่อนหย่อนใจในธรรมชาติ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: โทร. 08-5716-6549 (ท่านหัวหน้าเขตฯ วชิรายุ เกียรติบุตร) หรือ web.chiangrai.net

วัดพระธาตุเจดีย์หลวง
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองเชียงแสน สร้างโดยพระเจ้าแสนภู พระราชนัดดาของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาไท เมื่อ พ.ศ. 1887 หลังจากนั้นพระเจ้าแสนภูได้เสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่แทนพระราชบิดา คือ พระเจ้าชัยสงครามซึ่งเสด็จมาประทับยังเมืองเชียงราย พร้อมทั้งนำอัฐของพระราชบิดา คือพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่เสด็จสวรรคตที่เชียงใหม่กลับมายังเมืองเชียงรายด้วย
พระธาตุเจดีย์หลวงได้ชื่อมาจากพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดซึ่งสูงถึง 88 เมตร มีฐานกว้าง 24 เมตร เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในวัดนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้วยังมีพระวิหารซึ่งเก่าแก่มากพังทลายเกือบหมดแล้วและเจดีย์ธาตุแบบต่างๆ อีก 4 องค์ โบราณสถานแห่งนี้แม้ว่าจะปรักหักพังไปมากแล้วแต่ได้รับการบูรณะอย่างดีให้สมกับเป็นวัดที่สำคัญของเมืองหิรัญนครเงินยางภายในสมัยอาณาจักรล้านนาไท

วัดพระธาตุผาเงา
วัดพระธาตุผาเงา ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขงทางด้านทิศตะวันตก ตรงกันข้ามกับประเทศลาว อยู่ในหมู่บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน อยู่ทางทิศใต้ของตัวอำเภอเชียงแสนประมาณ 3 กม. หรืออยู่ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 15 กม. มีพื้นที่ทั้งหมด 743 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาเล็กๆ ทอดยาวลงมาตั้งแต่บ้านจำปี ผ่านบ้านดอยจันและ มาสิ้นสุดที่บ้านสบคำ แต่ก่อนเขาเรียกดอยลูกนี้ว่า “ดอยคำ” แต่มาภายหลังชาวบ้านเรียกว่า “ดอยจัน” ชื่อของวัดนี้มาจากชื่อของพระธาตุผาเงาที่ตั้งอยู่บนยอดหินก้อนใหญ่ คำว่าผาเงาก็คือ เงาของก้อนผา (ก้อนหิน) หินก้อนนี้มีลักษณะสูงใหญ่คล้ายรูปทรงเจดีย์และทำให้ร่มเงาได้ดีมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุผาเงา” ความจริงก่อนที่จะย้ายวัดมาที่นี่ เดิมมีชื่อว่า “วัดสบคำ” ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง ฝั่งน้ำได้พังทลายลง ทำให้บริเวณ ของวัดพัดพังลงใต้น้ำโขงเกือบหมดวัด คณะศรัทธาจึงได้ย้ายวัดไปอยู่ที่ใหม่บนเนินเขา ซึ่งไม่ไกลจากวัดเดิม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดพระธาตุผาเงา โทร. 0-5377-7154-2 , องค์การบริหารส่วนตำบลเวียง โทร. 053-650803
สถานที่ติดต่อ :วัดพระธาตุผาเงา บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์. 0-5377-7154-2 หรือเว็บไซต์ www.watphradhatphangao.org/

เมืองโบราณเชียงแสน
เมืองเชียงแสนเป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเชียงราย และเป็นหนึ่งในเมืองโบราณเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่เลียบน้ำโขง แม่น้ำสายนานาชาติไหลผ่านประเทศมากกว่า 6 ประเทศ ให้ผู้คนมากมายได้อาศัย ชาวเชียงแสนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุขท่ามกลางโบราณสถานมากมายกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งอำเภอ อาณาจักรเชียงแสน พื้นที่ราบริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ถูกกล่าวขวัญผ่านตำนานประวัติศาสตร์ เรื่องราวผูกโยงก่อนอาณาจักรล้านนาจะมีตัวตนเสียอีก เพียงแค่การยืนยันจากหลักฐานทางโบราณสถานที่หลงเหลือไม่อาจรองรับความเก่าแก่ระดับตำนานได้ เวียงหนองหล่ม จึงดำดิ่งไปกับตำนานสถาปัตยกรรมโบราณ เล่าความกลับไปไม่มากนัก ทว่าบ่งบอกเรื่องราวเติมเต็มให้กับล้านนาได้มากมาย

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เชียงแสน
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสน ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ที่ได้จากบริเวณเมืองโบราณ เชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ลวดลายปูนปั้นฝีมือล้านนาพระพุทธรูปและศิลาจารึกจากเชียงแสนถึงจังหวัดพะเยา พร้อมทั้งให้ข้อมูลทางด้านวิชาการเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานของชุมชนและประวัติการสร้างเมืองเชียงแสน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ และชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องดนตรี เครื่องประดับ อุปกรณ์การสูบฝิ่น เป็นต้น เปิดทำการตั้งแต่เวลา09.00–16.00น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เข้าไปดูรายละเอียดที่ www.thailandmuseum.com

สามเหลี่ยมทองคำ
อยู่ห่างจากเชียงราย 60 กม. เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกมาบรรจบกัน หรือที่เรียกว่า สบรวก เป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้เคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ ทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงบริเวณนี้มีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ 400-600 บาท นั่งได้ 6 คน ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล
นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง หรือจุดชมวิวบนวัดพระธาตุดอยปูเข้า

หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ
อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสน 9 กม. และห่างจากอำเภอแม่สาย 29 กม.เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกมาบรรจบกัน เป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก
หอฝิ่นได้จัดเป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติและความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้ฝิ่นกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผลกระทบของการนำมาใช้เป็นสิ่งเสพติด นอกจากนั้น หอฝิ่นยังเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย และการศึกษาสารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ
การเข้าไปเที่ยวชมยังหอฝิ่นนี้ จะมีการเปิดให้เข้าชมในวันอังคารไปจนถึงวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา 10.00 – 15. 30 น.การเข้าไปเที่ยวยังหอฝิ่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีค่าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการจัดแสดงดังกล่าวไม่ได้มีให้เห็นอย่างทั่วไปและบ่อยนัก ทุกคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศและรับรู้ถึงสิ่งต่างๆแล้ว มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา กับศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติและความเป็นมาของหอฝิ่นแห่งนี้
ด้านการเข้าไปชมก็จะมีการเก็บค่าเข้าชม ทั้งนี้เพื่อนำรายได้ทั้งหมดนำไปพัฒนาหอฝิ่นและสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอต่อไป โดยจะเก็บค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 200 บาท ชาวต่างชาติ 300 ส่วนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเด็กที่มีอายุระหว่าง 12 – 18 ปี จะเก็บค่าเข้าชมในราคา 50 บาท และเด็กต่ำกวา 12 ปี นั้นไม่เสียค่าเข้าชม เข้าไปดูรายละเอียดที่ www.goldentrianglepark.orgฟ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
chiangraifocus.com และ tourismchiangrai.com