อำเภอเมืองเชียงราย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดข้างเคียง ดังนี้…
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่จัน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเวียงเชียงรุ้งและอำเภอเวียงชัย
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเทิง อำเภอป่าแดด อำเภอพาน และอำเภอแม่ลาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย และอำเภอแม่อาย (จังหวัดเชียงใหม่)
คำขวัญ
เมืองพญามังราย สายใยน้ำกก พระหยกล้ำค่า ไร่แม่ฟ้าหลวงรวมใจ น้ำตกใสขุนกรณ์
การปกครองส่วนภูมิภาค
อำเภอเมืองเชียงรายแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 16 ตำบล 256 หมู่บ้าน ได้แก่
1. เวียง (Wiang) 5 หมู่บ้าน
2. รอบเวียง (Rop Wiang) 7 หมู่บ้าน
3. บ้านดู่ (Ban Du) 19 หมู่บ้าน
4. นางแล (Nang Lae) 14 หมู่บ้าน
5. แม่ข้าวต้ม (Mae Khao Tom) 23 หมู่บ้าน
6. แม่ยาว (Mae Yao) 18 หมู่บ้าน
7. สันทราย (San Sai) 11 หมู่บ้าน
8. แม่กรณ์ (Mae Kon) 13 หมู่บ้าน
9. ห้วยชมภู (Huai Chomphu) 11 หมู่บ้าน
10. ห้วยสัก (Huai Sak) 29 หมู่บ้าน
11. ริมกก (Rim Kok) 11 หมู่บ้าน
12. ดอยลาน (Doi Lan) 20 หมู่บ้าน
13. ป่าอ้อดอนชัย (Pa O Don Chai) 21 หมู่บ้าน
14. ท่าสาย (Tha Sai) 13 หมู่บ้าน
15. ดอยฮาง (Doi Hang) 8 หมู่บ้าน
16. ท่าสุด (Tha Sut) 11 หมู่บ้าน
ประวัติความเป็นมา
กษัตริย์ในราชวงศ์ละวะจักรราช (บางตำนานเรียกลาวจักรราช) ได้สืบสันติวงศ์ต่อจากปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองหิรัญนครยาง จนถึงเชื้อพระวงศ์พระนามว่า ลาวเมง หรือลาวเมือง ซึ่งต่อมาได้อภิเษกสมรสกับนางอั้งมิ่ง หรือนางเมพคำยาย(หรือนางเทพคำข่าย) และมีพระโอรสประสูติในปี พ.ศ.1781 พระนามว่า เจ้าเม็งราย (หรือเจ้ามังราย) ซึ่งได้ครองราชย์ต่อจากพระบิดาเมื่อปี พ.ศ.1804 และได้มีดำริที่จะรวมเมืองน้อยใหญ่ในแคว้นล้านนา (ภาคเหนือตอนบน)ให้เป็นหนึ่งเดียว จึงได้ยกทัพไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีและปราบปรามหัวเมืองต่างๆ และในช่วงที่ไปหัวเมืองฝ่ายใต้ เมื่อไปถึงดอยจอมทอง ริมน้ำกก เห็นเป็นชัยภูมิดี เหมาะแก่การป้องกันการรุกรานของทัพเม็งโกลที่กำลังแผ่อำนาจเข้าครองยูนนาน พม่า และตังเกี๋ย จึงทรงสร้างเมืองใหม่เป็นศูนย์กลางของแคว้นหิรัญนครเงินยางแทนเมืองยาง และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า “เมืองเชียงราย”
ในพ.ศ.2385 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ได้ขอพระราชทานตั้งเมืองใหม่ต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมืองเชียงรายซึ่งถูกทิ้งร้างไปเมื่อครั้งพระยากาวิละทำสงครามกับพม่ ก็ได้รับการฟื้นฟู อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ ต่อมาได้มีประกาศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้รวมเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน เมืองฝาง เมืองพะเยา เวียงป่าเป้า แม่ใจ ดอกคำใต้ แม่สรวย เชียงคำ เชียงของ ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา เรียกว่า “เมืองเชียงราย” อยู่ในมณฑลพายัพ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล และมีประกาศตั้งเมืองเชียงราย เป็นจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่นั้นมา
สถานที่ท่องเที่ยว
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อยู่ที่ห้าแยกพ่อขุน พ่อขุนเม็งรายเป็นโอรสของพญาลาวเม็งแห่งราชวงศ์ลัวะ จังคราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน กับพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติเมื่อ วันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน เอกศกจุลศักราช 601 ตรงกับพุทธศักราช 1782 และเสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1854 รวมพระชนมายุได้ 72 พรรษา พ่อขุนเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนดอยทอง จากรากฐานเดิมที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อปี พ.ศ. 1805 ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์มังราย และรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองจวบจนปัจจุบัน
วัดพระสิงห์
เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดที่มีความเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามหาพรหม ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้ากือนากษัตริย์เชียงใหม่ พระเจ้ามหาพรหมได้มาครองเมืองเชียงรายระหว่างปี พ.ศ. 1888-1943 ได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อในปี พ.ศ. 1928 ต่อมาได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงใหม่และได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้เป็นเวลา 20 วัดนี้จึงมีชื่อเรียกสืบต่อกันมาว่าวัดพระสิงห์ ครั้นเมื่อพระเจ้ากือนากษัตริย์เมืองเชียงใหม่สวรรคต พระเจ้าแสนเมืองมาได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่แทน พระเจ้ามหาพรมจึงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงได้ยกทัพกลับมาตีเมืองเชียงรายได้ และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับสู่เชียงใหม่โดยตังประดิษฐ์ไว้ที่วัดพระสิงค์จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระเจ้าแสนเมืองมาก็ต้องหนีมาอาศัยอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร
ภายในวัดมีพระอุโบสถแบบล้านนาที่มีความงดงาม และได้รับการบูรณะต่อๆ กันมา จนครั้งล่าสุดได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2533 ประตูพระอุโบสถใหม่มีลวดลายที่งดงามมาก
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับการไปวัดพระแก้ว แต่อยู่ถึงก่อนวัดพระแก้ว วัดพระสิงห์อยู่ทางด้านซ้ายมือตรงข้ามกับสำนักงาน ททท ภาคเหนือเชียงราย
วัดพระแก้ว
วัดพระแก้วเป็นจุดที่ค้นพบพระแก้วมรกต และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเป็นเวลา 45 ปี ก่อนที่จะเอิญไปยังเชียงใหม่ วันนี้แต่เดิมวัดนี้มีชื่อว่า “วัดป่าเยี้ย” หลังพระอุโบสถมีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งซึ่งได้พังลงมาแล้วได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทององค์หนึ่งตกลงมาจากเจดีย์จึงได้อัญเชิญไปไว้วิหารหลวงได้ 2 เดือน ต่อมาปูนกระเทาะออกจึงเห็นเป็นแก้วสีเขียวทั้งองค์ หลังจากนั้นวัดนี้จึงเรียกสืบต่อกันมาว่า วัดพระแก้ว ปัจจุบันเจดีย์องค์ดังกล่าวได้รับการบูรณะใหม่เป็นเจดีย์หุ้มทองจังโก๋เหลืองอร่ามทั้งองค์
พระอุโบสถ์ ในวัดพระแก้วมีความงดงามมาก ในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน คนเชียงรายเรียกกันว่า พระเจ้าล้านทอง เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเชียงรายเคารพนับถือเป็นอันมาก แต่เดิมนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเจ้าล้านทอง ต่อมามีสภาพเป็นวัดร้างจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดดอยงำเมือง และได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดพระแก้วเมื่อปี 2504
พระแก้วหยก เป็นพระพุทธรูปหยกที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเชียงรายร่วมกันสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระชนมายุครบ 90 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2533 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 20 ก.ย. พ.ศ. 2534 ชาวเชียงรายได้อัญเชิญมาประดิษฐานหอพระ ณ วัดพระแก้ว เรียกว่า พระหยกเชียงราย ปัจจุบัน วัดพระแก้วมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2521
การเดินทาง เมื่อถึงห้าแยกพ่อขุนเม็งรายกลางตัวเมืองเชียงรายให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสิงหไคล แล้วตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 100 เมตร จะเห็นวัดพระแก้วอยู่ทางขวามือ
วัดพระธาตุดอยจอมทอง
ที่ตั้ง วัดดอยทอง หรือวัดพระธาตุดอยจอมทอง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โทร o ๕๓๗๑ - ๖๖o๕๕ มีครูวินัยธรสุรัตน์เป็นเจ้าอาวาส
ประวัติพระธาตุ พระธาตุจอมทองเป็นมงคลนามแห่งเมืองเชียงราย เดิมเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่ามีมาก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะมาพบพื้นที่และสร้างเป็นเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ. ๑๘o๕ ตามหลักฐานปรากฏในหนังสือพงศวดารโยนกของพระยาประชากรจักรกล่าวว่า เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ๙๕๖ พรรษามีพระเถระเจ้ารูปหนึ่งนามพระพุทะโฆษา เป็นชาวโกศลเมื่อสุธรรมวดี (สะเทิ้ม) ในสามัญประเทศได้ออกไปสู่เมืองลังกาทวีปนำคัมภีร์พระไตรปิฏก แห่งลังกาทวีปมาสู่สามัญทวีปและพุกามประเทศ และเข้ามาสู่โยนกนครไชยบุรีศรีเชียงแสน ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๖ ปีชวด มหาศักราชได้ ๓๓๕ (พ.ศ. ๑๔๘๓) นำพระบรมสารีริกธาตุ ๓ ขนาดรวม ๑๖ องค์ ถวายแก่พระเจ้าพังคราช เจ้าเมืองโยนกนาคพันธ์ พระองค์ได้แบ่งได้แบ่งเป็นพระธาตุขนาดใหญ่หนึ่ง ขนาดกลางสองรวมสามองค์ส่งให้พญาเรือนแก้ว เจ้าเมืองไชยนารายณ์ (บริเวณอำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน) ส่วนหนึ่งบรรจุลงมหาสถูปบนดอยทอง ขนานนามว่าพระธาตุดอยจอมทอง เพื่อเป็นมงคลนามของเมืองมีพิธีสงน้ำพระธาตุทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (เดือน ๕ เหนือ)
การเดินทาง จากห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช เข้าถนนอุตรกิจไปจนถึงสี่แยกพหลโยธิน (สายใน) เลี้ยวขวาผ่านหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และสถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสิงหไคล ผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหยือเขต ๒ ตรงไปจนถึงปากทางเข้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนไตรรัตน์ ผ่านวัดพระแก้ว เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม เลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งขึ้นดอยทองผ่านวัดงำเมืองไปประมาร ๓๕o เมตร ก็จะถึงปากทางขึ้นพระธาตุดอยจอมทอง
วัดร่องขุ่น
วัดร่องขุ่น ตั้งอยู่ที่ บ้านร่องขุ่น ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000 ตั้งอยู่ กม.ที่ 817 ก่อนถึงตัวเมือง 12 กม. ออกแบบและสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน ์ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยสร้างขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่น รังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลกตาผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับกระจกและจิตรกรรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง
การเดินทาง : ถนนสายเชียงราย-กรุงเทพฯ ถ้ามาจากกรุงเทพหรือเชียงใหม่จะอยู่ก่อนถึงตัวเมือง ๑๓ ก.ม ตรงหลัก ก.ม ที่ ๘๑๖ ถนนพลหลโยธิน (หมายเลข ๑ / A๒ ) เลี้ยวเข้าไปประมาณ ๑oo เมตร จะมีป้ายบอกเป็นระยะๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : วัดร่องขุ่น โทรศัพท์ o ๕๓๖๗ ๓๕๗๙ สำนักงาน ททท. ภาคเหนือเขต ๒ โทรศัพท์ o ๕๓๗๑ ๗๔๓๓
พิพิธภัณฑ์อูปคำ
อยู่ที่ถนนหน้าค่า เป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าของอาณาจักรล้านนาโบราณ และความหลากหลายของเสื้อผ้า และอาภรณ์ของชนชาติไตเผ่าต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะอนุรักษ์ความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของชาวล้านนา ทำให้ อาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์อูบคำขึ้นมาด้วยแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ เพื่อเป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่าของอานาจักรล้านนาโบราณ เก็บของมีค่าสมัยล้านนาที่กระจายอยู่ในที่ต่างๆ ให้คืนกลับสู่แผ่นดินไทย และเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงความเป็นมาของบรรพบุรุษต่อไปในอนาคต เช่น เครื่องใช้ในราชสำนักล้านนา เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าต่างๆ ในล้านนา ผ้าโบราณอายุ 200 ปี พระพุทธรูป และบัลลังค์ของเจ้าฟ้าในสมัยโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย ฯลฯ
โดยคำว่า อูบคำ เป็นชื่อที่มาจากอูบทองคำที่อาจารย์จุลศักดิ์ได้รับเป็นมรดกตกทอดจากบิดา ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระยาสุลวฤาชัย (หนานทิพย์ช้าง) เจ้านครลำปาง (พ.ศ. 2275-2301) และใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
สำหรับพิพิธภัณฑ์อูบคำ เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 18.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
พิพิธภัณฑ์ชาวเขา
อยู่ที่ถนนธนาลัยดำเนินงานโดยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนจังหวัดเชียงราย จัดแสดงและจัดฉายสไลด์ โชว์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัตถุสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ชุดแต่งกายประจำเผ่า รวมทั้งข้อมูลที่น่ารู้เกี่ยวกับชาวไทยภูเขา 6 เผ่า คือ อาข่า ลีซอ กะเหรี่ยง มูเซอ เย้า และม้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน เวลา 10.00-20.00น.เก็บค่าเข้าชมคนละ 50 บาท โทร. 053 - 711475 กด 301
กู่พระเจ้าเม็งราย
ตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง ในเขตเมืองเชียงราย กู่นี้เป็นอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุอัฐิพ่อขุนเม็งรายมหาราช ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าชัยสงคราม ราชโอรสพระเจ้าเม็งรายเมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรส ให้ขึ้นครองนครเชียงใหม่แล้ว พระองค์ก็นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย ประมาณ 8 กม. บนเส้นทางเชียงราย – แม่จัน เข้าไปทางด้านหลังสถาบันราชภัฏเชียงราย ภายในสวนมีทัศนียภาพสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นในเนื้อที่ 620 ไร่ มีหนองบัวที่กว้างขวางถึง 223 ไร่ เป็นที่ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าไปพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้ำในหนองบัวใสเย็นและปริ่มตลอดปี บนพื้นที่รอบหนองบัว เป็นที่ตั้งของพลับพลา ศาลาตากแดด อาคารต่าง ๆ การตกแต่งบริเวณสวยงามด้วย วงเวียนดอกไม้ พื้นที่ลาดเนินเขา ประกอบด้วย สวนไผ่และสวนปาล์ม
น้ำแม่กก
เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น 130 กม. นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือแม่น้ำจากตัวเมือง เพื่อท่องเที่ยวชมทัศนียภาพของแม่น้ำกก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาต่าง ๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยง ฯลฯ หรือจะแวะปางช้าง เพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่า เหมาเรือขึ้นอยู่กับระยะทาง
พระธาตุแม่แอบ
พระธาตุแม่แอบ เป็นพระธาตุที่ตั้งอยู่บนสันเขาแม่แอบ ติดลำน้ำกกท้องที่บ้านดอยฮางนอก หมู่ที่ 3 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 10 กม. เดิมชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณที่ตั้งตัวพระธาตุเล่าขานกันว่า มีปรากฎการณ์ลำแสงลอยขึ้นมาบริเวณที่ตั้งตัวพระธาตุในเวลากลางคืนจำนวนหลายดวง จึงได้พากันไปสำรวจพบพระธาตุองค์เดิมที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่ จึงไสด้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ และได้อัญเชิญพระหยกที่ขุดได้บริเวณนั้นมาประดิษฐานในตัวพระธาตุ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสักการะบูชาอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ บริเวณที่ตั้งพระธาตุยังเป็นจุดชมวิวลำน้ำกกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย
พระธาตุกองข้าว
เป็นพระธาตุที่ตั้งอยู่เทือกเขาหินปูนรูปกองข้าว ติดลำน้ำกก ท้องที่บ้านฮ่องอ้อ หมู่ที่ 2 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ห่างจากอำเภอเมืองเชียงรายประมาณ 6 กม. ภายในตัวพระธาตุมีถ้ำที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีคนลักขโมยขุดเอาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ไปหมด คงเหลือแต่ความสวยงามของโพรงถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยให้ชมอยู่เช่นเดิม ต่อมาชาวบ้านแม่แอบได้นำพระพุทธรูปขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเขาและทำทางเดินเท้าขึ้นไปถึงยอดเขา เพื่อให้ชาวบ้านได้ไปสักการะพระพุทธรูปและชมวิวลำน้ำกกที่สวยงาม นอกจากนี้ บริเวณพระธาตุยังเป็นที่ตั้งของสำนักวิปัสสนากัมฐานของพระสงฆ์, แม่ชีและชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสทางศาสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงรายด้วย
น้ำพุร้อนห้วยหมากเลี่ยม
น้ำพุร้อนห้วยหมากเลี่ยม เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติมีอุณหภูมิความร้อนประมาณ 67 อาศาเซลเซียส มีที่ตั้งอยู่ภายในวงอุทยานน้ำตกห้วยแก้ว – บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม ท้องที่บ้านผาเสริฐพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 20 กม. สามารถเดินทางโดยรถยนต์, รถจักรยานยานต์ด้วย ทางลาดยางตลอดสายหรือเดินทางโดรทางเรือจากท่าเรือสะพานแม่ฟ้าหลวง ขึ้นไปตามลำน้ำกกประมาณ 20 นาที ก็ถึงท่าเรือบริเวณน้ำพุร้อนได้ บริเวณที่ตั้งของน้ำพุร้อนเป็นที่ราบใต้ร่มไม้ติดลำน้ำกก เนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ มีบึงบัวที่มีดอกบัวขึ้นอย่างสวยงาม มีกระโจมอาบน้ำแร่ธรรมชาติแบบกลางแจ้งบริการฟรีให้กับนักท่องเที่ยว บริเวณที่ราบสามารถกางเต็นท์นอนหรือจัดแคมป์ปิ้งเป็นหมู่คณะ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจำนวนมากตลอดปี ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลดอยฮาง ร่วมกับวนอุทยานน้ำตกห้วยแก้ว – บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม ได้ก่อสร้างห้องอาบน้ำแร่มาตรฐานบริการให้กับนักท่องเที่ยว จำนวน 20 ห้อง
น้ำตกห้วยแก้ว
เป็นน้ำตกธรรมชาติที่เกิดจากลำน้ำห้วยแก้วที่มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตตำบลห้วยชมภู มีที่ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านโป่งน้ำร้อน หมู่ที่ 7 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 24 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ด้วยถนนลาดยางประมาณ 18 กม. และถนนลูกรังอีก 6 กม. และเดินทางด้วยเท้าอีก 300 เมตร ก็จะถึงตัวน้ำตก สภาพภูมิประเทศบริเวณที่ตั้งตัวน้ำตกเป็นป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์หลากหลายพันธุ์ น้ำตกมี 3 ชั้น ลดหลั่นลงมาตามหน้าผาที่สูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี
นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงที่ตั้งน้ำตกก็มีหมู่บ้านชาวเขาอาศัยอยู่หลายเผ่าที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าดั้งเดิมของตนเองไว้อยู่ มีบ้านพักแบบ Home Stay ให้เช่าพักอาศัยอยู่ใกล้บริเวณน้ำตก ทั้งนี้ ยังมีไร่ชา, สวนผลไม้เมืองหนาวที่สวยงามให้ชมบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลดอยฮางได้ปรับเกรดเส้นทางที่เป็นถนนลูกรังให้สามารถเดินทางเข้าไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้วได้สะดวกตลอดปี
สวนน้ำพุร้อนโป่งพระบาท
สวนน้ำพุร้อนโป่งพระบาท เลี้ยวซ้ายทางตลาดบ้านดู่เข้ามาประมาณ 2 ก.ม. เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติโดยค้นพบในปี พ.ศ.2500 มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นที่ราบริมฝั่งน้ำของห้วยป่าซางและห้วยข่า ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบมีการทับถมปรับระดับของพื้นที่ด้วยดินลูกรัง มีดงไมยราพยักษ์ และแอ่งน้ำ เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอยู่ใกล้แห่งชุมชนและอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงราย 8 กิโลเมตรมีน้ำพุร้อนธรรมชาติสามารถใช้น้ำพุร้อนต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า 50 ปี บริเวณที่พบน้ำพุร้อน บริเวณน้ำพุร้อนมีการจัดสวนและบริการห้องอาบน้ำแร่ให้กับนักท่องเที่ยว บริเวณที่ตั้งสวนน้ำพุร้อนโป่งพระบาทตั้งอยู่ที่บ้านโป่งพระบาท หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 20 – 30 ไร่ หน่วยงานรับผิดชอบคือ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดู่
วนอุทยานน้ำตกโป่งพระบาท
เดิมเป็นแหล่งท่องเที่ยวของราษฎรในท้องถิ่น กรมป่าไม้ได้จัดสรรงบประมาณมาให้จัดตั้งอุทยานเมื่อปี พ.ศ.2523 วนอุทยานน้ำตกโป่งพระบาทตั้งอยู่ในท้องที่บ้านหัวฝาย ต.บ้านดู่ อ.เมือง สถานที่เป็นหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาสูง สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 - 1,000 เมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองเมือง
พระธาตุจอมสัก
ที่ตั้ง วัดพระธาตุจอมสัก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทร. o ๕๓๗o ๓๑๙๖ มีพระอธิการอภิเดช เป็นเจ้าอาวาส
ประวัติพระธาตุ พระธาตุจอมสักเดิมชื่อ พระธาตุดอยบ้านยาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำกกมากนัก สร้างขึ้นในสมัยโยนกไชยบุรีศรีเชียงแสน จนถึงสมัยพระเจ้าพังคราช กษัตริย์แห่งราชวงค์โยนก องค์ที่ ๒๔ ได้มีพระเถระองค์หนึ่งชาวโกศล เมืองสุธรรมาวดี นามพระพุทธโฆษาจารย์ ได้นำพระบรทสารีริกธาตุจากประเทศลังกามาถวายพระองค์จำนวน ๑๖ องค์ พระเจ้าพังคราชทรงโปรดให้แบ่งพระธาตุออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งประดิษฐานอยู่บนพระธาตุดอยจอมทอง ส่วนที่สองประดิษฐานอยู่บนพระธาตุจอมกิติ และส่วนที่สามนำมาประดิษฐานที่พระธาตุดอยบ้านยาง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙o พระครูบาคำหล้า สังวโร ได้เป็นประธานในการบูรณะพระธาตุองค์ใหม่ โดยสร้างครอบพระธาตุองค์เดิมไว้และได้สร้างวิหารเรือไว้สักยกใต้ถุนหลังหนึ่ง และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นพระธาตุจอมสักจนถึงทุกวันนี้
การเดินทาง จากอำเภอแม่จันใช้ถนนเชียงราย-แม่สาย (ทางหลวงหมายเลข ๑ ) ลงใต้สู่อำเภอเมือง ผ่านตลาดบ้านดู่ ปากทางเข้าท่าอากาศยานเชียงราย ห้างสรรพสินค้าแมคโคร พบยูเทริ์นแรกเลี้ยวขวา เข้าปากทางเข้าพระธาตุจอมสักพอดีเข้าไปอีกประมาณ ๔oo เมตร รวมระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร
หนองคือเวียง
ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 18 (บ้านป่าตึงงาม) และหมู่ที่ 15 (บ้านหล่ายลาว) ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 108 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา มีหลักฐานเป็น น.ส.ร. เลขที่ ชร 1007 พื้นที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และมีภูเขา ซึ่งเป็นที่สูง
ที่มาเริ่มแรกชื่อ หนองสามขา มาจากเมื่อฤดูฝน ฝนตกชุกมีน้ำหลาก น้ำจะไหลหลากมาจากช่องเขา ซึ่งเป็นที่สูงไหลจากช่องเขา 3 สาย ไหลมาบรรจบกันลงสู่หนองน้ำขนาดใหญ่ จึงได้ตั้งชื่อว่า หนองสามขาและต่อมาชาวบ้านตำบลป่าอ้อดอนชัย ได้ร่วมกันพัฒนา (เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2516) เพื่อเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์สำหรับพื้นที่ไร่นา เพื่อทำกสิกรรมและเกษตรกรรมในตำบลป่าอ้อดอนชัย ทำการประมงและใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และเปลี่ยนชื่อเป็น หนองคือเวียง เนื่องจากบนภูเขาที่ราบสูงได้พบหลักฐานมี คือเวียง ปรากฏอยู่ ปัจจุบันมีนกเป็ดน้ำอาศัยอยู่เป็นจำนวนนับพันตัว
น้ำตกห้วยแม่ซ้าย
น้ำตกห้วยแม่ซ้าย ตั้งอยู่ในเขตบ้านห้วยแม่ซ้าย หมู่ที่ 11 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 19 กม. โดยใช้เส้นทางร่องเสือเต้น – ห้วยขม เป็นถนนลาดยางจนถึงหมู่บ้านห้วยแม่ซ้าย ต่อจากนั้นเป็นถนนลูกรังอีกประมาณ 3 กม. น้ำตกเกิดจากลำห้วยแม่ซ้าย ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่ดอยบ่อ น้ำตกจากหน้าผาสูงชันมีด้วยกันสองชั้น ชั้นที่หนึ่งมีความสูงประมาณ 15 เมตร ชั้นที่สองประมาณ 20 เมตร ชั้นที่หนึ่งอยู่ห่างจากชั้นที่สอง ประมาณ 100 เมตร บริเวณน้ำตกมีความร่มรื่นเย็นสบายเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยทางรถยนต์ส่วนตัว รถยนต์โดยสาร หรือจะนั่งช้างตากหมู่บ้านห้วยแม่ซ้ายเข้าไปน้ำตกก็ได้ เส้นทางที่จะไปน้ำตกห้วยแม่ซ้าย จะผ่านบ้านห้วยแม่ซ้าย ซึ่งในหมู่บ้านมีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่ เช่น เย้าอาข่าว ลาหู่ และลีซอ

ทัวร์ช้างกระเหรี่ยงบ้านรวมมิตร
ตั้งอยู่บ้านรวมมิตร หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 19 กม. โดยใช้เส้นทางร่องเสือเต้น – ห้วยขม และต่อด้วยเส้นทางทรายมูล – รวมมิตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว รถยนต์โดยสาร รถทัวร์ การเดินทางสะดวกสบายเพราะเป็นถนนลาดยาวจนถึงหมู่บ้าน หรือจะเดินทางโดยทางเรือก็ได้ มีท่าเทียบเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากจังหวัดเชียงใหม่ และตัวเมืองเชียงราย มีที่ขึ้นช้างติดกับแม่น้ำกก นักท่องเที่ยวสามารถนั่งช้างเที่ยวภายในหมู่บ้านเพื่อชมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ เช่น กระเหรี่ยง ลาหู่ อาข่า ตลอดจนซื้อของที่ระลึก ของฝากที่ทำโดยฝีมือของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่มีไว้ให้บริการอย่างหลากหลาย นอกจากนั้นยังสามารถนั่งช้างทัวร์ป่า ไปเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ซ้าย ระหว่างทางท่านจะได้ชมความงดงามของธรรมชาติ และสูดอากาศที่บริสุทธิ์ นอกจากนั้นยังผ่านหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น อาข่า ลาหู่ เย้า กระเหรี่ยง และจะได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าด้วย
โบราณสถานถ้ำพระ
โบราณสถานถ้ำพระ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 6 กม. ลักษณะเป็นภูเขาหินลูกเดียว สูงประมาณ 800 เมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกกตรงข้ามกับหาดเชียงราย ถ้านั่งเรือผ่านสามารถมองเห็นทัศนียภาพบริเวณโดยรอบภายนอกถ้ำ ภายในถ้ำพระมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระประธาน และยังมีพระพุทธรูปบูชาอีกหลายองค์ นอกจากนี้ในถ้ำยังมีหินย้อยที่สวยงาม และมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากถ้ำพระแล้วภายในภูเขาหินลูกนี้ยังมีถ้ำอื่น ๆ อีก คือ ถ้ำช้างล้วง ถ้ำลม และถ้ำหวาย
ถ้ำช้างล้วง
อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาห่างจากถ้ำพระประมาณ 150 เมตร ภายในถ้ำจะเป็นลานโล่ง มีแสงสว่างเล็กน้อย มีลมพัดผ่านตลอดเวลา อากาศภายในเย็นสบายมาก ไม่อึดอัด เวลาเข้าเที่ยวชมต้องใช้เทียนหรือไฟฉายเพื่อเพิ่มแสงสว่างจะได้เห็นทัศนียภาพภายในถ้ำได้ชัดเจนและสวยงามยิ่งขึ้น
ถ้ำลม
อยู่ห่างจากถ้ำช้างล้วงประมาณ 50 เมตร ซึ่งเป็นถ้ำที่ไม่ลึกมากมีแสงสว่างพอมองเห็นภายในถ้ำได้ และมีลมพัดแรงออกจากปากถ้ำตลอดเวลา
ถ้ำหวาย
อยู่ห่างจากถ้ำลมประมาณ 10 เมตร ถ้ำลึกประมาณ 100 เมตร ทางเดินเข้าถ้ำค่อนข้างแฉะและมืดถ้าจะให้ดีต้องใส่รองเท้าบูชและควรมีอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่าง เช่น ไฟฉาย เทียน เป็นต้น ภายในถ้ำเป็นลานกว้างมีหินย้อยที่สวยงามมาก
บริเวณถ้ำยังคงสภาพของธรรมชาติสวยสดงดงามมาก ซึ่งถ้ำต่าง ๆ อยู่ภายในภูเขาหินลูกเดียวกัน มีทางเดินรอบภูเขา เวลาเที่ยวชมจะเดินวนไปตามถ้ำต่าง ๆ พอสุดท้ายก็จะมาบรรจบที่ถ้ำพระซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าลานจอดรถ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเที่ยวถ้าจะให้ทั่วถึงควรมีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และควรเตรียมอุปกรณ์ในการเที่ยวให้พร้อม นอกจากนี้บริเวณถ้ำพระยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เคยเสด็จพระพาส เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2469
วัดงำเมือง
เป็นวัดที่เก่าแก่ที่มีความสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งของกู่พญามังราย ที่ตั้ง อยู่ด้านหลังวัดพระแก้ว การเดินทาง รถยนต์ส่วนตัว จากวัดพระแก้ว เลี้ยวขวาที่สี่แยกเข้า ถ. เรืองนคร ซึ่งเป็นวัยเวย์ ไปประมาณ 500 ม. จะไปบรรจบ ถ.งำเมือง เป็นสามแยกศูนย์คมนาคม จากนั้นเลี้ยวขวา ขับตรงขึ้นวัดประมาณ 300 ม.
ประวัติ แต่เดิมบนดอยงำเมืองมีเพียงกู่บรรจุพระอัฐิของพระยามังรายเท่านั้น ยังมิได้เป็นวัดแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2032 พระยาศรรัชฏากองเงินทรงสร้างวัดขึ้นและให้ชื่อว่า วัดงำเมือง ต่อมามีการบูรณะเพิ่มเติมอีกครั้งโดยเจ้าฟ้างำเมือง โอรสผู้ครองนครเชียงแสน โดยได้สร้างวิหารและเสนาสนะขึ้นในปี พ.ศ. 2220 หลังจากนั้นวัดงำเมืองก็ชำรุดทรุดโทรมลงเพราะขาดการทำนุบำรุง กลายเป็นวัดร้างมานาน จนกระทั่ง พ.ศ. 2495 จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ กลายเป็นวัดดังที่เห็นในปัจจุบัน

ไร่แม่ฟ้าหลวง
ไร่แม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 313 ม. 7 บ้านป่างิ้ว ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย (บริเวณเชิงสะพานแม่ฟ้าหลวง) เป็นอุทยานศิลปะและวัฒนธรรม บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ กลางเมืองเชียงราย เป็นที่เก็บรักษาศิลปะวัตถุอันล้ำค่าของวัฒนธรรมล้านนา ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่อบรมเยาวชนชาวเขาจากหมู่บ้านต่างๆ ในภาคเหนือ ปัจจุบันเป็นอุทยานศิลปะและวัฒนธรรมอันรื่นรมย์ด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ในพื้นที่ 150 ไร่ เหมาะสำหรับผู้แสวงหาความสงบเงียบและแรงบันดาลใจอันเกิดจากธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น สถานที่น่าสนใจในไร่แม่ฟ้าหลวง ประกอบด้วย…
“หอคำ” สถาปัตยกรรมล้านนาซึ่งมีหลังคามุงด้วยแผ่นไม้สัก ชาวเชียงรายร่วมกันสร้างเพื่อ “ไหว้สาแม่ฟ้าหลวง” ถวายเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2527 อันเป็นฝีมือช่างไม้พื้นบ้านในจังหวัดเชียงรายและแพร่ ภายในหอคำเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุและงานพุทธศิลป์ มีทั้งพระพุทธรูปแบบล้านนา พม่า และเครื่องไม้แกะสลักที่ในในการพระศาสนา เช่น สัตภัณฑ์ (เชิงเทียนไม้เก่าแก่) ตุงกระด้าง(ตุงหรือธงไม้) ฯลฯ โดยในหอคำมีพระพุทธรูปองค์สำคัญในหอคำ คือ พระเจ้าพร้าโต้ ซึ่งมีจารึกว่าสร้างในปี พ.ศ. 2236 โดยชาวบ้านซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่และยังไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการสลักเสลาพระพุทธรูปไม้ให้ประณีต จึงใช้เพียงมีดโต้เป็นเครื่องมือแกะสลักพระพุทธรูปมีลักษณะแข็งแรงและสง่างาม
“หอคำน้อย” อาคารศิลาแลงหลังคาเป็นเกล็ดไม้สัก ที่เก็บภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่นบนกระดานไม้สัก สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยช่างเขียนชาวไทยลื้อ ภาพแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ การแต่งกาย และวัฒนธรรมล้านนาเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว
“หอแก้ว” ซึ่งมีพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ทำกิจกรรม เช่น การประชุมสัมมนา จัดเลี้ยง ฯลฯ มีระเบียงยื่นลงไปในสระน้ำกว้างใหญ่ เหมาะแก่การสังสรรค์อันรื่นรมย์ และปลอดโปร่งใจอีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการ ทั้งนิทรรศการหมุนเวียน และนิทรรศการถาวร นิทรรศการถาวรเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับไม้สัก ทั้งในด้านพฤกษศาสตร์ และในด้านเป็นวัสดุอันเลื่องชื่อสำหรับสร้างสรรค์งานศิลปะ
ไร่แม่ฟ้าหลวงเปิดทุกวันเวลา 08.00-18.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์) ค่าเข้าชมคนไทย 150 บาท ต่างชาติ 200 บาท ทั้งนี้ ใครที่สนใจอยากไปชมความงามของไร่แม่ฟ้าหลวง ก็สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 5371 1968 โทรสาร 0 5371 2429 หรือ www.maefahluang.org
หอวัฒนธรรมนิทัศน์
อยู่ที่ศาลากลางหลังเดิม จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุเอกสารข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวความเป็นมาทั้งด้านวรรณกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดเชียงรายและพระราชกรณียกิจสมเด็จย่าที่ดอยตุง เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.30 น. เก็บค่าเข้าชม เด็ก นักเรียน นักศึกษา คนละ 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท
น้ำตกปางสา
ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันไป ชั้นที่สูงที่สุดประมาณ 70 เมตร พื้นที่รอบๆ น้ำตกมีความสวยงามไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด สภาพป่าโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ เหมาะสำหรับการศึกษาและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นอย่างมาก
อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก
ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอแม่จัน อำเภอเมือง อำเภอแม่สรวย และอำเภอมาลาว จังหวัดเชียงราย โดยได้รวมพื้นที่วนอุทยาน 4 แห่ง ได้แก่ วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ วนอุทยานน้ำตกห้วยแก้ว-บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม และวนอุทยานน้ำตกโป่งพระบาท พื้นที่วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ วนอุทยานน้ำตกห้วยแก้ว-บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยมและวนอุทยานน้ำตกโป่งพระบาท จังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีอาณาเขตใกล้เคียงกันและมีสภาพธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์แต่การบริหารจัดการในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของชุมชน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคเหนือ
วัดกลางเวียง
วัดกลางเวียง เป็นวัดซึ่งอยู่กลางใจเมืองเชียงราย เป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองหรือสะดือเวียง วัดนี้สร้างขึ้ในปี พ.ศ. 1975 ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 เกิดพายุใหญ่พัดต้นไม้ใหญ่พังลงมาจนทำให้โบสถ์และวิหารพังลงมา จึ้งได้ทำการบูรณะใหม่ในรูปแบบของศิลปะล้านนาประยุกต์ที่มีความงดงาม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
web.chiangrai.net
th.wikipedia.org




























