อำเภอเชียงของ…เป็นเมืองชายแดนเหนือสุดของประเทศไทย ติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ที่มีความยาวถึง 42 กิโลเมตร อยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย 141 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 950 กิโลเมตร อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสน 53 กิโลเมตร ตามทางหลวง 1129 (จากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 114 กิโลเมตร) เป็นทางเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มีทิวทัศน์สวยงาม
ทั้งนี้ อำเภอเชียงของมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 836.90 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 523,062.50 ไร่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา โดยมีพื้นที่ราบลุ่มอยู่ตอนกลาง ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 ฟุต พื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 61 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 510 กิโลเมตร มีชื่อเสียงในเรื่องการจับ “ปลาบึก” และฤดูการจับปลาบึกอยู่ระหว่างกลางเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปี โดยก่อนที่จะมีการจับปลาบึกแต่ละปี จะต้องมีพิธีบวงสรวงปลาบึก จัดทุกวันที่ 18 เมษายน ของทุกปี เพื่อเป็นการบอกว่าถึงฤดูการจับปลาได้เริ่มขึ้นแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม อำเภอเชียงของ ยังคงเป็นอำเภอที่เงียบสงบ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างราบเรียบ ไม่วุ่นวาย ชุมชนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย บรรยากาศของชนบทที่ยังบริสุทธิ์ บ้านเรือนชาวบ้านยังเป็นบ้านไม้แบบโบราณ ที่สำคัญเชียงของมีที่พักเลียบลำน้ำโขงอยู่หลายแห่งทั้งแบบบ้านและเกสต์เฮาส์ให้เลือกพัก และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เช่น น้ำตกห้วยเม็ง ศูนย์หัตถกรรมบ้านสถาน และศูนย์ผ้าทอไทลื้อตำบลศรีดอนชัย และมีร้านขายของที่ระลึกจำหน่าย
ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบ่อแก้ว (ประเทศลาว)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบ่อแก้ว (ประเทศลาว) และอำเภอเวียงแก่น
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเวียงแก่น อำเภอขุนตาล อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอดอยหลวงและอำเภอเชียงแสน
คำขวัญประจำอำเภอ
หลวงพ่อเพชรคู่เมือง ลือเลื่องปลาบึกหาดไคร้ แหล่งผ้าทอน้ำไหล ประตูใหม่อินโดจีน
แผนที่อำเภอเชียงของ
ลักษณะภูมิอากาศ
อำเภอเชียงของมีพื้นที่ 837 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว อากาศค่อนข้างเย็นสบายตลอดปี ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ได้ชัดเจนและสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้ระหว่างเวลา 8.30-16.30 น. โดยติดต่อกรอกแบบฟอร์มขอผ่านแดนได้ที่ศูนย์อำนวนการรักษาความมั่นคงภายใน บริเวณที่ว่าการอำเภอเชียงของได้ทุกวัน แค่เพียงเตรียมรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป และสำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด พร้อมเงินค่าธรรมเนียม 10 บาท นอกจากนี้ ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายนจะมีการจัดงานรื่นเริงและร้านค้าตามชายหาดริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นประจำทุกปี
การปกครอง
จำนวนประชากรรวม 26,588 คน ประกอบด้วยคนเชื้อชาติ ไทยพื้นเมือง ไทยลื้อ และชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ อาทิเช่น ม้ง ลาหู่ (มูเซอ) ขมุ อาข่า เป็นต้น มี 117 หมู่บ้าน ตำบล 7 ตำบล มีเทศบาล 2 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 6 แห่ง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักคือ เกษตรกรรม (ผลผลิตทางการเกษตร ข้าว ลำไย ส้มเขียวหวาน ข้าวโพด ขิง) ค้าขาย อาชีพรองคือ ประมงน้ำจืด รับจ้าง การค้าขายชายแดน
แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 117 หมู่บ้าน
1. เวียง (Wiang) 14 หมู่บ้าน
2. สถาน (Sathan) 16 หมู่บ้าน
3. ครึ่ง (Khrueng) 11 หมู่บ้าน
4. บุญเรือง (Bun Rueang) 10 หมู่บ้าน
5. ห้วยซ้อ (Huai So) 23 หมู่บ้าน
6. ศรีดอนชัย (Si Don Chai) 18 หมู่บ้าน
7. ริมโขง (Rim Khong) 11 หมู่บ้าน
ประวัติความเป็นมาของเชียงของ
เมืองลุ่มแม่น้ำโขง…ที่เติบโตขึ้นในฐานะชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่ง บางช่วงอยู่ในสถานะเมืองอิสระ ปกครองตัวเอง แต่บางช่วงเวลาอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาต่างๆ เช่น โยนก สมัยหิรัญนครเงินยาง นครนันทบุรี (น่าน) รวมทั้งภายใต้การปกครองของพม่า และกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งเป็นหัวเมืองบริเวณของสยาม
ประเทศในยุคล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก เชียงของถูกกำหนดให้เป็น “ดินแดนส่วนกลาง” ระหว่างสยามประเทศกับฝรั่งเศส ที่ต้องการยึดครองดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ณ เวลาหนึ่ง ต้องผจญกับการถูกรุกราน และถูกยึดเมืองโดยกลุ่มเงี้ยว ก่อนที่จะหวนกลับมาเป็นหัวเมืองหนึ่งของมณฑลพายัพ และก้าวเข้าสู่การเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ในเวลาต่อมา
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องการสร้างวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา ได้ขอผ่านประเทศไทยไปยึดครองประเทศพม่า เชียงของเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานกำลังสนับสนุนการทำสงคราม ครั้นยุคสงครามเย็น เชียงของถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีชมพู ซึ่งหมายถึงจุดของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงประชากร ระหว่างลัทธิสังคมนิยม กับโลกเสรี (ประชาธิปไตย) แต่เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย เชียงของได้รับการพัฒนามาตามลำดับในฐานะอำเภอหน้าด่านของจังหวัดเชียงราย มีการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว) และจีนตอนใต้ ระยะเวลากว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา เชียงของถูกวางให้เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และเป็นประตูสู่อินโดจีน
มีบทบันทึกในหนังสือพื้นบ้านตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่า ครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ และทรงเทศนาสั่งสอนชาวป่า ทางตะวันตกของแม่น้ำโขงคือ “อำเภอเชียงของ” ในปัจจุบัน ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าทรงเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ ณ เมืองเชียงของ ตำนานพื้นบ้านบันทึกไว้ว่า…
ในช่วงเวลาที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงเสด็จเทศนาโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปีนั้น ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จถึงดอยแห่งหนึ่งใกล้เมืองเมิง อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ดอยแห่งนั้นมีซอกเขาสลับซับซ้อน วิจิตรงดงาม มีถ้ำที่พระองค์ได้ประทับรอยพระบาทเบื้องขวาไว้บนก้อนหินก้อนหนึ่ง ใกล้กับหินใหญ่ที่ชะโงกเงื้อมคล้ายกระท่อม อยู่ทางด้านขวาติดกับปากถ้ำ หันมาทางทิศตะวันออก (ปัจจุบันมีรอยพระบาทปรากฏอยู่บนก้อนหินนั้น) แล้วพระองค์ได้เสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มายังบ้านแห่งหนึ่ง คือบ้านของตำมิละ ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำโขง พระองค์ได้เสด็จลงสรงน้ำ บนก้อนหินก้อนหนึ่งมีรูปคล้ายช้าง ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขง พระองค์ได้ประทับบริเวณใต้ต้นขนุนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ได้ทรงเทศนาสั่งสอนชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ให้ถือศีล 5 แทนการเลี้ยงผี ก่อนพระองค์จากไปด้วยความอาลัย ตำมิละหัวหน้าบ้านจึงเอ่ยขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์ไว้เพื่อระลึกถึง ในเวลานั้นพระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางตะวันตก พระองค์จึงเอาพระหัตถ์ขวาลูปพระเศียรได้พระเกศามาสองเส้นเอายื่นให้แก่ตำมิละ โดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วบอกแก่ตำมิละว่า…
“ผมเราสองเส้นนี้ให้บรรจุไว้ทางซ้ายมืออยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อก่อนจะบรรจุเส้นผมเราสองเส้นนี้ ให้ท่านวัดตั้งแต่ที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ทั้งสองข้างซ้าย ขวา ให้มีระยะเท่ากัน”
ภายหลังหัวหน้าบ้านได้นำเส้นพระเกศาบรรจุผอบทองคำหนัก 5 บาท ผอบละหนึ่งเส้น ใส่ไว้ในเรือทองคำหนัก 25 บาท ลำละ 1 ผอบ แล้ววัดระยะจากที่พระพุทธเจ้าเคยประทับออกไปในทางซ้าย-ขวา ในระยะที่เท่ากัน ขุดหลุมลึก 9 วา เอาเรือที่บรรจุผอบวางไว้ในหลุมทั้งสองข้าง ข้างละหนึ่งลำ เอาเรือลอยไว้ในหลุมดิน แล้วก่ออิฐทับขึ้นจนพ้นผิวดินไม่ใหญ่ไม่สูง เป็นเพียงเครื่องหมายให้รู้ไว้เท่านั้น ซึ่งก็คือบริเวณพระเจดีย์วัดหลวง ซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายมือ และพระเจดีย์วัดแก้วซึ่งอยู่ฝั่งขวา เช่นที่ปรากฎในปัจจุบัน จากนั้นหัวหน้าบ้านตำมิละได้ว่าจ้างผู้รู้หนังสือมาสลักหินไว้สองแผ่นมีความกว้าง 1 ศอก ยาว 2 ศอก โดยสลักเป็นอักษรขอมโบราณเต็มแผ่นศิลา ในศิลาจากรึกได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระบาทที่แขวงเมืองเมิง ของอินโดจีน ฝรั่งเศส พร้อมทั้งบอกตำแหน่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับใต้ต้นขนุน
บนศิลาจารึกนั้นยังได้ทำผู้ที่จะมาสร้างพระเจดีย์ทั้งสองแห่งคือ “พระยาไชยราช” อีกทั้งจารึกข้อความไว้เกี่ยวกับความรุ่งเรืองของพระศาสนาและเมืองเชียงของในอนาคต แล้วหัวหน้าบ้านได้นำศิลาจารึกทั้ง 2 แผ่นฝังไว้เป็นใบเสมา ณ ที่ฝังผอบบรรจุพระเกศาทั้งสองแห่งซ้าย-ขวา
*** หมายเหตุ : สำหรับแผ่นศิลาที่หนังสือพื้นเมืองได้กล่าวอ้างนี้ “เจ้าหนานบุษรศ” ผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเชียงของ ได้บันทึกไว้ว่า ศิลาจารึกทั้ง 2 แผ่น ได้ถูกนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันนำออกไป เมื่อ ร.ศ.124 หรือ พ.ศ. 2449 โดยนักท่องเที่ยวผู้นั้นสามารถอ่านอักษรขอมโบราณได้ จึงได้นำปืนไรเฟิลชนิด 3 ลำกล้อง สำหรับยิงสัตว์มาแลกจากเจ้าราชวงศ์ “บุณรังษี” ซึ่งเป็นน้องเขยของเจ้าจิตตวงษ์ เจ้าเมืองเชียงของในเวลานั้น แล้วนำศิลาทั้งสองแผ่นลงเรือถ่อขนาดใหญ่ในลำน้ำโขงสมัยนั้น มุ่งหน้าไปทางเมืองเชียงแสน
ที่มา : ประวัติการสร้างเมืองเชียงของ ขุนภูนพิเลขกิจ (เจ้าหนานบุษรศ จิตตางกูร) พ.ศ. 2548
เชียงของในอดีต
สร้างเมือง…
จากพงศาวดารโยนก…ในยุคก่อตั้งราชวงศ์ลาว สมัยหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสน) เจ้าลวจังกราชได้ให้ราชบุตร ชื่อ “ลาวครอบ” ขึ้นครองเมืองเชียงของ หลังจากนั้นราชวงศ์ลาวสืบต่อกษัตริย์มาอีกถึง 24 พระองค์ ครั้นถึงสมัยของพญามังราย (โอรสของ ลาวเม็ง กษัตริย์องค์ที่ 24) ผู้สร้างเมืองเชียงรายและหิรัญนครชัยบุรีศรีเชียงแสน ได้รวบรวมเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือเป็นปึกแผ่นเดียวกันกับหิรัญนครเงินยาง รวมทั้งเมืองเชียงของ ซึ่งถูกผนวกไว้ในปี พ.ศ. 1806
ราวปี พ.ศ. 2101 “พม่า” สมัยพระเจ้าบุเรงนอง ยกทัพมาตีและยึดเมืองเชียงแสน เชียงใหม่ ก่อนที่จะรบชนะกรุงศรีอยุธยาได้ (เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1) ทำให้เมืองเชียงของซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อาณาจักรล้านนา ต้องตกอยู่ในอำนาจพม่า และบางช่วงเวลาก็ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา เป็นเวลายาวนานเกือบ 200 ปี
ครั้นยุคสมัยหนึ่ง มีการส่งเจ้าอริยะซึ่งเป็นบุตรของเจ้าฟ้ามาละเชื้อสายเจ้านายเมืองเชียงแสน มาแผ้วถางบูรณะเมืองเชียงของ เจ้าอริยะได้ปฏิสังขรณ์สถูป 2 แห่ง ที่ผู้ใหญ่บ้านตำมิละได้ก่อไว้ คือ “วัดศรีบุญยืน” และ “วัดไชยสถาน” ซึ่งภายหลังวัดทั้งสองเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดแก้ว” และ “วัดหลวง” ตามลำดับ และอีกครั้งในปี 2310 ที่พม่าได้ทำศึกครั้งใหญ่กับกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) เจ้าอริยะได้อพยพครอบครัวและพลเมืองหนีศึกพม่าไปอยู่หัวเมืองน่านหรือนครน่าน บริเวณบ้านเวียงเหนือ ในห้วงนั้นเชียงของจึงเป็นเมืองร้างอีกระยะหนึ่ง…เวลานั้นเจ้าอริยะมีบุตรคนหนึ่งชื่อ “เจ้ารำมะเสน”
ภายหลังพระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้เอกราชคืนจากพม่าก่อตั้งกรุงธนบุรีขึ้น พร้อมทั้งขับไล่พม่าออกจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ครั้นสงบศึกเจ้าเมืองน่านจึงได้แต่งตั้งให้เจ้ารำมะเสน นำไพร่พลเดิมของเมืองเชียงของกลับมาตั้งเมืองเชียงของอีกครั้ง โดยมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านเวียงติน เหนือบ้านแจมป๋อง ทว่าชาวบ้านบางส่วนได้แยกย้ายไปกันไปอยู่ที่บ้านปอ บ้านยาย บ้านน้ำปึก บ้านด่านติน
หลังจากอยู่เวียงตินได้ 5 ปี เจ้ารำมะเสน ได้มีบัญชาให้ “พญาคงคา” พาราษฎรส่วนหนึ่งมาแผ้วถางบริเวณ ตำบลเวียงในปัจุบัน แล้วสร้างเมืองขึ้นใหม่ เมื่อสร้างเมืองเสร็จ “พญาคงคา” จึงอัญเชิญ “เจ้ารำมะเสน” ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงของ ครั้งหนึ่งหลังการสร้างเมืองเป็นปึกแผ่น “เจ้ารำมะเสน” เคยคิดเอาใจออกห่างไม่ยอมขึ้นตรงต่อเจ้าเมืองน่าน โดยจะขอขึ้นตรงต่อพระเจ้ากรุงธนบุรีเพียงผู้เดียว เจ้าเมืองน่านโกรธมาก จึงจัดกองชายฉกรรจ์สกัดจับตัว “เจ้ารำมะเสน” ไปไว้เมืองน่าน และให้ “พระยาไชยราช” ขึ้นเป็นผู้รักษาการแทน…ภายหลังที่ได้ชำระความผิดเจ้าเมืองเชียงของแล้วเห็นว่าไม่มีความผิด เจ้าเมืองน่านได้คืนตัว “เจ้ารำมะเสน” กลับมาเป็นเจ้าเมืองเชียงของตามเดิมจนถึงพิราลัย
เจ้าเมืองเชียงของตามลำดับ…
• เจ้าอริยะ
• เจ้ารำมะเสน
• เจ้าวิทูระ
• เจ้าคำขึ้น
• เจ้าอนุรส
• เจ้าอริยะ (บุตรของเจ้าวิทูระ ซึ่งมีชื่อคล้องกับเจ้าเมืองคนแรก)
• เจ้าอินต๊ะยศ
• เจ้าจิตวงษ์
ในสมัยรัชกาลที่ 1 - 5 เมืองเชียงของขึ้นตรงต่อหัวเมืองน่าน ภายใต้การปกครองของประเทศสยาม จนกระทั่งในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ.2423 ได้เป็นเมืองบริเวณหนึ่งใน 5 หัวเมือง อันประกอบด้วย เมืองฝาง, เมืองพะเยา, เมืองเชียงราย, เมืองเชียงแสน และเมืองเชียงของ ต่อมาปี 2453 รัชกาลเดียวกัน ทรงโปรดฯ ให้มีการจัดการปกครองมณฑลพายัพขึ้น จึงได้ยกเมืองเชียงรายขึ้นเป็นเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลพายัพ มีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ และให้เชียงของเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองเชียงราย “เจ้าจิตตวงษ์” เจ้าเมืองเชียงของในขณะนั้น ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรให้เป็น “พระยาจิตวงศ์วระยศรังษี” และเป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอเชียงของ
ที่มา: “ประวัติการสร้างเมืองเชียงของ” ของ ขุนภูนพิเลขกิจ (เจ้าหนานบุษรศ จิตตางกูร) พ.ศ.2448
สถานที่ท่องเที่ยว
หาดจับปลาบึก
อยู่ที่บ้านหาดไคร้ หมู่ที่ 12 ตำบลเวียง ซึ่งเป็นแหล่งจับปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด โดยมีฤดูกาลจับอยู่ในระหว่างกลางเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ในแต่ละปีมีการผสมพันธุ์ปลาบึก ที่สถานประมงเชียงของเพื่อนำพันธุ์ปลาบึกที่ผสมได้ แจกจ่ายปล่อยตามแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาบึกจะว่ายขึ้นเหนือเพื่อไปวางไข่ โดยก่อนการจับปลาบึกจะมีพิธีการสำคัญอีกอย่างหนึ่งต้องทำทุกปีก่อนการจับ นั่นคือพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ทำพิธีในวันที่ 18 เมษายนของทุกปี ในพิธีการก็จะมีการเซ่นไหว้อาหาร เครื่องดื่ม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นก็จะเริ่มลงมือจับปลา โดยเครื่องมือจับปลาบึกของที่นี่เรียกว่า “มอง” ซึ่งเป็นอวนขนาดใหญ่พิเศษ เฉพาะจับปลาบึกเท่านั้น
ปัจจุบันบริเวณท่าจับปลาบึกบ้านหาดไคร้ ได้ดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ปลาบึกและพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงขึ้น ซึ่งจะเป็นศูนย์ศึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับการจับปลา การเพาะพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง นอกจากนี้บ้านหาดไคร้ ยังมีของฝากคือ “ไก” ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดที่มีชื่อในแม่น้ำโขงเท่านั้น กลุ่มแม่บ้านที่นี่นำไกมาแปรเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ไกยี ไกแผ่นทอด ข้าวเกรียบไก เป็นต้น
ชมปลาบึก
ปลาบึก…ปลาน้ำจืดยักษ์ที่ลำน้ำโขง กล่าวกันว่า “ใครได้ลิ้มชิมรสปลาบึก จะโชคดีตลอดกาล” แหล่งจับปลาบึกที่สำคัญของประเทศไทยที่บ้านหาดไคร้ หมู่ที่ 7 ตำบลเวียง การจับปลาบึกจะอยู่ในช่วงเมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี เมื่อถึงฤดูกาลการจับปลาบึกจะมีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกของพรานล่าปลา ก่อนจะลงมือจับปลา ในอดีตพรานปลาบึกจะล่าปลาบึกเพื่อเป็นอาหารและเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันเป็นการล่าปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ มีการผสมเทียมเพาะพันธ์ปลาบึก นำลูกปลาแจกจ่ายไปปล่อยตามแหล่งน้ำสาธารณะ
บ้านหาดบ้าย
อยู่ระหว่างเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ เป็นถนนเลียบแม่น้ำโขง เป็นหมู่บ้านของชาวไทยลื้อที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามน่าสนใจ โดยเฉพาะฝีมือการทองผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงจาก อำเภอเชียงของ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือหางยาวไปได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และยังได้ชมทัศนียภาพสองฝั่งโขงอันสวยงามอีกด้วย
ชาวเขาเผ่าม้ง…บ้านทุ่งนาน้อย
บ้านทุ่งนาอยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงของเพียง 9.5 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก โดยเป็นหมู่บ้านที่ชาวม้งอาศัยอยู่ ซึ่ง “ม้ง” เป็นหนึ่งในหลายชนเผ่าที่กระจัดกระจายอาศัยอยู่ทั่วภาคเหนือตอนบน มีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่น่าสนใจ และยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไว้ มีการประกอบอาชีพและพิธีกรรมต่างๆ ที่ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ ห่างจากหมู่บ้านไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ยังมีน้ำตกห้วยตอง อีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามของอำเภอเชียงของ
ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่าหรือการปั่นจักรยานเสือภูเขา สามารถท่องเที่ยวได้ 2 วัน 1 คืน วันแรกเดินทางเข้าไปหมู่บ้านม้ง เดินเที่ยวชมหมู่บ้านม้ง บ่ายๆ เดินทางสู่น้ำตกและค้างแรมที่นั่น เช้าวันที่สองเดินทางออกจากน้ำตกมาหมู่บ้านม้งและเดินทางตามแนวเขาไปยังบ้านห้วยเม็ง ผ่านน้ำตกห้วยเม็ง และทิวทัศน์บนสันเขาที่สามารถมองเห็นเชียงของ, ห้วยทราย(ลาว) และแม่น้ำโขง บ่ายกว่าๆ ถึงบ้านห้วยเม็ง และแวะชิมส้มเขียวหวานอันลือชื่อ ชมวิถีชีวิตของชาวไทยลื่อที่บ้านห้วยเม็ง ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 25 กิโลเมตร (เส้นทางธรรมชาติ)
เส้นทางการเดินทางไปหมู่บ้านทุ่งนาน้อย เป็นถนนลูกรัง เหมาะสำหรับรถทุกชนิด ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเที่ยว ประมาณเดือนตุลาคม – มีนาคม
ล่องเรือแม่น้ำโขง
แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวไทยและลาว ที่มีถิ่นฐานอาศัยอยู่เลียบริมน้ำโขงมาเป็นระยะเวลานาน และยังคงรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเกาะแก่งกลางลำน้ำและสองฝั่งโขง อีกทั้งการทำการเกษตรบริเวณฝั่งโขง การประมงแบบง่ายๆ ตามวิถีชาวบ้าน ปัจจุบันชาวเรือมีเรือเหมาเที่ยวแม่น้ำโขงทุกวัน ราคาชั่วโมง 300 บาท/1 ลำ (8 – 10 คน)
ประตูสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก (สปป.ลาว)
อำเภอเชียงของ เป็นด่านถาวรที่เปิดเข้า-ออก สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ต้องการไปเที่ยวที่สาธารณรัฐประชาชนลาว ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงไปสู่เมืองหลวงพระบาง โดยเริ่มขึ้นเรือข้ามฟากที่ด่านอำเภอเชียงของ ซึ่งปัจจุบันชมรมท่องเที่ยวเชียงของและบริษัททัวร์ของประเทศลาวได้จัดบริการเรือโดยสารล่องแม่น้ำโขงทุกวัน เวลา 10.00 น. จากท่าเรือบั๊คซึ่งเป็นจุดผ่านแดนไทย-ลาว ริมแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากท่าเรือบั๊คจะเป็นท่าเทียบเรือระหว่างเพื่อนบ้านไทย-ลาวแล้ว ยังเป็นจุดชมทิวทัศนียภาพสองฝั่งสองอันสวยงาม สามารถมองเห็นเมืองห้วยทรายของลาวได้อย่างชัดเจน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีงานรื่นเริงและมีการตั้งร้านค้า รองรับการท่องเที่ยว ตามชายฝั่งโขง พี่น้องชาวไทย-ชาวลาวและนักท่องเที่ยวมักสนุกสนานกันที่นี่
ปั่นจักรยานเส้นทางธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานชมธรรมชาติ สามารถใช้เส้นทางนี้ได้โดยออกเดินทางตั้งแต่เช้าปั่นจักรยานไปถึงเขื่อนน้ำช้างด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของอำเภอเชียงของ (ที่นั่นเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตกปลาด้วย ชนิดของปลาได้แก่ ปลาชะโด ปลาช่อน ปลานิล) จากนั้นสามารถนั่งเรือพาย (2 คนนั่ง) ประมาณ 40 นาที เพื่อไปที่หางเขื่อน จากนั้นเดินทางต่อตามเส้นทางของป่าของชาวบ้านสลับกับลำห้วยธรรมชาติ ลักษณะเส้นทางจะเป็นทางเดินเท้าพอที่จะสามารถปั่นจักรยานได้ สามารถแวะทานอาหารเที่ยวกลางทางข้างลำห้วย จากนั้นก็ปั่นจักรยานไปที่น้ำตกห้วยตาด อีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร
การเดินทาง
การเดินทางสู่อำเภอเชียงของ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1020 จากเชียงราย-เทิง-เชียงของ ระยะทาง 137 กิโลเมตร หากใช้เส้นทางหลวงพหลโยธินจากเชียงราย-แม่จัน-เชียงแสน-เชียงของ ระยะทาง 118 กิโลเมตร หากใช้เส้นทางจากเชียงราย ผ่านพญาเม็งราย-เชียงของ ตามทางหลวงหมายเลข 1020 ระยะทาง 105 กิโลเมตร และถ้าหากใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1173 จากเชียงราย-เวียงชัย ไปตามเส้นทาง 1098-1174-1020 ระยะทาง 98 กิโลเมตร
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
chiangkhong.net
thai-tour.com
environnet.in.th
chiangkhong.com





























































